Line : @thaisb99   088-777-7771 ถึง 5 / 088-095-095 1 ถึง 2

BLOG

สุดง่วง! พูดถึง 5 ประเด็น ในเกม แดง(ไม่)เดือด หลัง หงส์แดง ประทะ ผีแดง

Mar 06, 2019 / 08:32   อ่าน : 214

หลังจากที่จบลงไปเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาสำหรับแมตช์หยุดโลก ที่เหล่าแฟนบอลต่างตั้งตารอ “ศึกแดงเดือด” การพบกันระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ ลิเวอร์พูล

ซึ่งเกมนี้ “ปีศาจแดง” หวังที่จะใช้เป็นแมตช์ล้างตา หลังจากการพบกันในยกแรกของฤดูกาลนี้ พวกเขาบุกไปแพ้ที่ แอนฟิลด์ 3-1 การพบกันของทั้งคู่ในตอนนี้ ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะสุดๆ “ปีศาจแดง” กำลังอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยม ความมั่นใจเต็มเปี่ยม ถึงแม้จะมีผู้เล่นตัวหลักบาดเจ็บอยู่บ้าง

ส่วนทางฝั่ง “หงส์แดง” ที่ถึงแม้ล่าสุดเพิ่งเสมอกับ บาเยิร์น มิวนิค ใน ยูซีแอล ไป 0-0 แต่ผลงานกับฟอร์มการเล่นในลีกยังถือว่าสุดยอด รั้งตำแหน่งรองจ่าฝูง เบียดแย่งแชมป์อยู่กับ แมนฯ ซิตี้ ในเวลานี้ นี่จึงเป็นเกมที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับแฟนบอลอย่างยิ่ง แต่ทว่าผลการแข่งขัน และรูปเกมกลับไม่เป็นอย่างที่แฟนบอลคาดหวังไว้ โดยเกมจบลงที่ผล 0-0 บวกกับรูปเกมที่ชวนง่วงสุดๆ วันนี้ผมจึงอยากพาทุกคนมาพูดถึงประเด็นที่เกิดขึ้นในศึกแดง(ไม่)เดือด ครั้งนี้

ส่อง 5 สิ่งที่เกิดขึ้น ในเกม แดง(ไม่)เดือด ที่ง่วงที่สุด

1. สถานการณ์ก่อนเกม

ก่อนเกมนี้จะเริ่มขึ้น ฝั่งเจ้าบ้าน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังอยู่ในสถานการณ์การแย่งชินอันดับ 4 อย่างเข้มข้น กับทาง เชลซี และ อาร์เซนอล โดย แมนยู อยู่ในอันดับ 4 มี 51 คะแนน มากกว่า เชลซี และ อาร์เซนอล 1 คะแนน ทำให้ แมนยู จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องชนะในนัดนี้ เพื่อทำแต้มหนีห่าง 2 ทีมจากลอนดอน

ซึ่งพวกเขากำลังอยู่ในช่วงที่มั่นใจสุดๆ หลังจากที่เพิ่งบุกไปเขี่ย เชลซี ตกรอบ เอฟเอ คัพ ได้ถึง เดอะ บริดจ์ แต่ก็ยังมีสถานการณ์ที่ทำให้พวกเขาเป็นกังวลอยู่บ้าง อาการบาดเจ็บของผู้เล่นตัวหลัก ไม่ว่าจะเป็น ฟิล โจนส์, เนมันย่า มาติช และ อองโตนี่ มาร์กซิยาล ที่จะพลาดลงสนามในเกมนี้ทั้งหมด แต่ยังดีที่ได้ เจสซี่ ลินการ์ด กลับมามีชื่อในเกมนี้

ส่วนทางฝั่งทีมเยือน “หงส์แดง” ที่นัดล่าสุดในเกมกับ บาเยิร์น มิวนิค พบกับปัญหาปืนฝืดเล็กน้อย สามทหารเสือ SML มีโอกาสมากมายในเกมนั้น แต่กลับทำไม่ได้ ซึ่งเกมนี้ทางฝั่งทีมเยือนจำเป็นที่จะต้องชนะให้ได้เช่นเก่น เพื่อเป็นการทำแต้มหนี “เรือใบสีฟ้า” เป็น 3 แต้มและกลับสู่บัลลังก์จ่าฝูงอีกครั้ง


2. รูปเกมที่แสนจะอึดอัด

แดงเดือดยกนี้ทำให้เหล่าแฟนบอลที่ตั้งหน้าตั้งตารอผิดหวังไปตามๆกัน จากรูปเกมที่แสนจะอึดอัดแถมยังชวนง่วงสุดๆ เจ้าบ้าน แมนยู ถึงจะอยู่ในช่วงฟอร์มดี แต่การขาดนักเตะตัวหลักไปหลายคน จึงไม่มีความมั่นใจพอที่จะเปิดเกมรุกแลกกับทีมเยือน โดยเล่นแบบรัดกุม และอาศัยจังหวะสวนกลับในการโจมตี

ที่สำคัญคืออาการบาดเจ็บที่พร้อมใจกันถาโถมใส่ “ปีศาจแดง” ในเกมนี้ ทำให้พวกเขาต้องใช้โควตาเปลี่ยนตัวผู้เล่นหมดไปตั้งแต่ครึ่งแรก ซึ่งส่งผลกระทบต่อแทคติกและแผนการเล่นที่ โซลชาร์ ได้วางเอาไว้พอสมควร ทำให้ แมนยู จำเป็นที่จะต้องเล่นแบบเพลย์เซฟ ถึงแม้จะเป็นในบ้านตัวเองก็ตาม

ส่วนทางฝั่ง “หงส์แดง” ก็ไม่กล้าผลีผลามเปิดเกมรุกใส่เจ้าบ้าน พวกเขาเป็นฝ่ายที่ครองบอลมากกว่า แต่ทำได้แค่จ่ายบอลไปมา แถมแนวรุก 3 ตัวเทพของพวกเขาต่างพากันฟอร์มตก และบาดเจ็บต้องเปลี่ยนตัวออกระหว่างเกม 1 คน ทำให้พวกเขาไม่สามารเจาะตาข่ายเจ้าบ้านได้สำเร็จ

แต่ก็ต้องให้เครดิตกับกองหลังของเจ้าบ้านด้วย ที่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยม หยุดเกมรุกของของ ลิเวอร์พูล ได้อย่างอยู่หมัด โดยโอกาสยิงของทั้ง 2 ทีมรวมกันในเกมนี้มีเพียงแค่ 13 ครั้ง (แมนยู 6, ลิเวอร์พูล 7) ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากลูกตั้งเตะ


3. อาการบาดเจ็บส่งผลต่อรูปเกม

เกมนี้เพียงแค่เกมเดียวมีผู้เล่นบาดเจ็บและต้องเปลี่ยนตัวออกจากสนามถึง 4 คน ซึ่งเป็นฝั่ง แมนยู 3 ลิเวอร์พูล 1 ไล่ตั้งแต่นาทีที่ 21 เป็น อันเดร เอร์เรรา ที่บาดเจ็บต้องเปลี่ยนเอา อันเดรียส เปเรย์ร่า ลงมาแทน ตามมาด้วย ฆวน มาต้า ในนาทีที่ 25 ซึ่งเป็น เจสซี่ ลินการ์ด ลงมาแทน ไม่ทันไรอีก 6 นาทีถัดมาก็มีผู้เล่นบาดเจ็บอีก

คราวนี้เป็นฝั่งของ ลิเวอร์พูล บ้างเป็น โรเบอร์โต ฟีร์มีโน่ ที่เจ็บ และต้องเปลี่ยนเอา สเตอร์ริดจ์ ลงมาแทน เท่านั้นยังไม่พอนาทีที่ 43 เจสซี่ ลินการ์ด ที่เพิ่งลงมาเป็นตัวสำรอง ก็ดันเจ็บอีก จึงต้องเปลี่ยน อเล็กซิส ลงมา ทำให้ แมนยู หมดโควตาเปลี่ยนตัวไปตั้งแต่ครึ่งแรก แถม มาร์คัส แรซฟอร์ด ก็ถูกอาการบาดเจ็บรบกวนระหว่างเกม แต่ก็ต้องฝืนเล่น เนื่องจากทีมไม่สามารถเปลี่ยนตัวได้แล้ว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อาการบาดเจ็บส่งผลต่อรูปเกมที่ออกมาพอสมควร ทั้งในเรื่องแทคติก แผนการเล่น ตัวสำรองที่จะใช้เป็นทีเด็ดในช่วงท้าย และอาจส่งผลถึงสกอร์ที่ออกมาอีกด้วย


4. ซาลาห์ เงียบในเกมใหญ่อีกครั้ง

โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ สตาร์อันดับ 1 ของทัพ “หงส์แดง” ยังคงเล่นไม่ออกเมื่อต้องเจอกับเกมใหญ่ จะเห็นได้ว่าฤดูกาลนี้ปีกชาวอียิปต์มักจะโชว์ฟอร์มได้ต่ำกว่ามาตรฐานในบิ๊กแมตช์

ไล่ตั้งแต่เกมแดงเดือดในยกแรก เกมที่ออกไปเยือน แมนซิตี้ และเกมก่อนหน้าที่เสมอ บาเยิร์น 0-0 ใน ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ที่เขาไม่มีส่วนร่วมกับการทำประตูเลยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการยิงหรือแอสซิสต์ก็ตาม รวมไปถึงเกมนี้ที่ไม่สามารถทำอะไรได้เช่นกัน และถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 79 แต่ก็ต้องให้เครดิตกับเกมรับของ ยูไนเต็ด ด้วย ที่ช่วยกันกลบพิษสงของ ซาลาห์ ลงในเกมนี้


5. หลังเกม ศึกวันแดงเดือด

หลังจากที่เกมนี้จบลงด้วยผลเสมอ ทำให้สภาพการณ์ของทั้ง 2 ทีมเปลี่ยนไป เริ่มที่ แมน ยูไนเต็ด ที่ตกลงมาอยู่อันดับ 5 มี 52 คะแนน ตามหลัง อาร์เซนอล ที่ขึ้นมาอยู่อันดับ 4 อยู่ 1 คะแนน ทำให้ “ปีศาจแดง” กลับมาตกเป็นรองในศึกชิงที่ 4 อีกครั้ง หนำซ้ำยังต้องเสียผู้เล่นจากอาการบาดเจ็บไปถึง 3 คน โดยทั้ง 3 ยังไม่ทราบอาการแน่ชัดว่าจะต้องพักจนถึงเมื่อไร แต่จะกลับมาไม่ทันในเกมที่จะออกไปเยือน คริสตัล พาเลซ กลางสัปดาห์นี้อย่างแน่นอน

ส่วนทางฝั่ง “หงส์แดง” เหมือนจะดีที่กลับไปอยู่ในตำแหน่งจ่าฝูงอีกครั้ง มีคะแนนนำ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่ 1 คะแนน แต่มันกลับไม่ใช่อย่างนั้น ฟอร์มของพวกเขาเริ่มดรอปลงอย่างเห็นได้ชัด 5 นัดหลังสุดรวมทุกรายการ (รวมนัดนี้) พวกเขาเก็บชัยชนะได้เพียงแค่นัดเดียว และเสมอไปถึง 4 นัด บวกกับคู่แข่งแย่งแชมป์ของพวกเขาอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่กำลังอยู่ในช่วงมั่นใจสุดๆ หลังจากที่เพิ่งคว้าแชมป์ ลีกคัพ มาครองได้สำเร็จ

ซึ่งถ้าหาก “หงส์แดง” ยังไม่รีบกลับเข้าฝั่งล่ะก็ เราคงจะได้เห็นวลี “Next Year Will Be Our Year” พร้อมตบท้ายด้วย “YNWA” กลับมาอีกครั้งอย่างแน่นอน

อ่าน เกมส์ Royal Sic Bo แทงสูง-ต่ำ ไฮโลออนไลน์ sbobet เสี่ยงโชค เกมส์ลูกเต๋า


สนใจ สมัครคาสิโน แทงบอล ออนไลน์ ได้ทุกวัน มีเจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดต่อช่องทางที่สะดวกด้านล่างนี้ได้เลย

CALL : 088-777-7771 ถึง 5

CALL : 088-095-0951 ถึง 2

LINE : @thai-sb99 (มี @ นำหน้าด้วย)

FACEBOOK : Thai-Sbobet


Tags : ลิเวอร์พูล, ศึกแดงเดือด, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
qrcode
qrcode